Archive
เปลือกหอยกับเร่ืองราวในอดีต
จากการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีเขาโต๊ะช่องมาเป็นเวลาเกือบสามสัปดาห์ เราได้พบหลักฐานทางโบราณคดี ทั้งโบราณวัตถุและนิเวศวัตถุหลากหลายอย่างด้วยกัน อาทิ เศษภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน กระดูกสัตว์ ถ่าน เปลือกหอย เป็นต้น
เปลือกหอย เป็นหลักฐานประเภทนิเวศวัตถุอันหนึ่ง ที่พบมากในแหล่งโบราณคดีแห่งนี้
จากการทำงานที่หลุมขุดค้น A (Trench A) ในวันนี้ ได้พบเปลือกหอยเป็นจำนวนมาก ทั้งหอยฝาเดียว (Gastropod) และหอยสองฝา (Bivalved) โดยมีทั้งที่กองเป็นกลุ่มและกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่หลุมขุดค้น
เปลือกหอย สามารถบอกเรื่องราวอะไรในอดีตได้บ้าง?
โดยทั่วไปแล้วหลักฐานประเภทนิเวศวัตถุ ได้แก่ กระดูกสัตว์ เปลือกหอย ละอองเรณู เป็นต้น สามารถนำไปวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้หลายอย่าง เช่น อาหารการกินของคนในสมัยนั้น พฤติกรรมการหาอาหารของคน หรือกิจกรรมอื่นๆ เช่น การติดต่อกับชุมชนอื่น พิธีกรรม ฯลฯ รวมทั้งยังสามารถนำไปวิเคราะห์เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ ในอดีตได้อีกด้วย
เช่นเดียวกับเปลือกหอยที่พบในแหล่งโบราณคดีเขาโต๊ะช่อง ที่ทำให้เราสันนิษฐานในระดับเบื้องต้นได้ว่าในสมัยอดีต ณ บริเวณพื้นที่แห่งนี้น่าจะมีสภาพแวดล้อมแบบป่าชายเลนและป่าเขาหินปูน ที่มีแนวเขาหินปูนและถ้ำ เนื่องจากหอยฝาเดียวเหล่านี้ต้องอาศัยสารหินปูนในการสร้างเปลือก ซึ่งจะเห็นได้ว่าตรงกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นี้ในปัจจุบัน ที่มีแนวเขาหินปูนและถ้ำเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงทำให้เราสามารถอนุมานต่อไปได้ว่าหอยที่เราพบเหล่านี้ น่าจะเป็นหอยในพื้นถิ่น ไม่ใช่หอยที่นำมาจากที่อื่น
ส่วนในด้านอาหารการกินนั้น ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากยังไม่ทราบว่าหอยที่พบนั้นเป็นหอยชนิดใดบ้าง โดยเฉพาะหอยสองฝาที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นหอยกาบน้ำจืดหรือหอยทะเล อีกทั้งเราไม่อาจสรุปถึงพฤติกรรมการบริโภคของคนได้อย่างตายตัวว่าคนในสมัยนั้นนำมาหอยมาใช้เพื่อรับประทานหรือไม่ หรือกินหอยชนิดนั้น ชนิดนี้หรือไม่ เพราะการกินเป็นเรื่องของรสนิยม
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินงานทั้งการขุดค้นและวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ชนิดของหอยที่พบให้ได้เสียก่อนว่าเป็นหอยชนิดใดบ้าง พบมากในสภาพแวดล้อมแบบใด เป็นหอยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้ หรือคนนำเข้ามา เพื่อที่จะนำมาอธิบายถึงสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในอดีต หน้าที่การใช้งานของพื้นที่ดังกล่าว หรืออาจรวมทั้งพฤติกรรมการบริโภคของคนในอดีตได้ในขั้นต่อไป โดยอาจจะใช้การศึกษาทางโบราณคดีเชิงชาติพันธุ์ (Ethnoarchaeology) ในการเปรียบเทียบจากพฤติกรรมการบริโภคหอยของคนในปัจจุบัน และใช้การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์
UN
ผลลัพธ์ของ Total station (เบื้องต้น)

ผลจากการขุดค้นจนถึงปัจจุบันสามารถนำค่าจากการบันทึกตำแหน่งของวัตถุุด้วย Total station มาทำการลงกราฟเพื่่อแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวและความหนาแน่นของโบราณวัตถุสองชนิดคือ เศษภาชนะดินเผา และเครื่องมือหิน ซึ่งเห็นได้ว่าเมื่อเปรียบเทียบกันทั้งสองหลุมทั้ง Trench A ทางซ้ายมือของภาพ และ Trench B ทางขวามือ สามารถสังเกตได้ว่าในช่วงระดับความลึก 20-60 เซนติเมตรจากผิวดินเป็นช่วงที่มีกลุ่มโบราณวัตถุประเภทเศษภาชนะดินเผากระจายตัวอยู่มาก ในขณะที่เครื่องมิอหินจะพบมากตั้งแต่แต่ชั้น 60 เซนติเมตรจากผิวดินลงไป ซึ่งในขณะนี้ Trench B ได้ขุดนำหน้า Trench A ไปหลายระดับแล้วจึงเห็นได้ว่าข้อมูลของ Trench A ยังมีส่วนที่ขาดอยู่ในช่วงความลึกหนึ่งเมตร เมื่อประกอบกับข้อมูลจากการขุดค้นพบว่าใน Trench B ซึ่งพบว่าว่ามีการขาดช่วงของวัตถุไประดับหนึ่งก่อนที่จะเข้าสู่การพบวัตถุที่เป็นภาชนะดินเผาสมบูรณ์ 2 ใบ ในวันนี้ จึงอาจทำให้สันนิษฐานได้ว่าใน Trench A ที่กำลังเข้าสู่ในระดับที่พบวัตถุน้อยลงเช่นกันเป็นไปได้ว่าจะเป็นการทิ้งช่วงก่อนจะเข้าสู่ชั้นที่มีการพบวัตถุอีกครั้ง ซึ่งอาจแสดงถึงการใช้พื้นที่ของคนโบราณที่เลือกใช้พื้นที่เป็นฤดูกาลคือ มีการใช้พื้นที่อย่างเข้มข้นก่อนจะทิ้งร้างไปจากนั้นจึงเข้ามาในพื้นที่ใหม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นการขุดค้นจากชั้นที่ไม่พบวัตถุใดๆลงลึกไปสู่อีกช่วงนึงจึงเป็นไปได้ว่าอาจจะพบวัตถุที่มีขนาดใหญ่สมบูรณ์เหมือนใน Trench B และให้ข้อมูลในเรื่องการใช้พื้นที่ของคนสมัยนั้นได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตามข้อมูลตำแหน่งวัตถุนี้เป็นเพียงค่าตำแหน่งแนวดิ่ง ซึ่งอาจเห็นแต่ความหนาแน่นแต่ยังไม่เห็นภาพการกระจายตัวของวัตถุในแนวระดับ ประกอบกับการไม่ได้ใช้ข้อมูลชั้นดินมาช่วยในการมองภาพช่วงชั้นวัฒนธรรม จึงยังไม่สามารถบอกถึงการใช้พื้นที่ได้อย่างหนักแน่นพอ การตีความต้องอาศัยข้อมูลอีกหลายๆส่วนเข้ามาช่วยอีกมาก ซึ่งนี้เป็นเพียงข้อสังเกตเล็กๆน้อยๆส่วนตัวจากการมองข้อมูลตำแหน่งวัตถุแนวดิ่งจาก Total station เท่านั้น
แพรวชมพู ชุณหอุไร
TRANH LUẬN!
Khảo cổ học vẫn sẽ mãi là Khảo cổ học! Nghiên cứu khoa học này, các thông tin thu được từ quá trình khai quật có ý nghĩa quan trọng nhất, góp phần xác định, sâu chuỗi các thông tin thành một hệ thống.
Để có thể cung cấp nhiều thông tin nhất, việc đầu tiên là chúng ta cần đánh giá thái độ của những người trực tiếp phụ trách khai quật một di chỉ bất kỳ nào đó. Họ có tương đối khách quan hay không? Các số liệu được cung cấp từ quá trìnhc khai quật, nghiên cứu di chỉ như thế nào? Để tăng độ chân xác, mức độ khách quan của thông tin từ lòng đất, ngày nay ngành nghiên cứu của chúng ta được hỗ trợ bởi những máy móc tương đối hiện đại nhằm thực hiện những mục tiêu đó.
việc nghiên cứu các di chỉ tiền sử đặc biệt là các di chỉ ngoài trời cùng với các di chỉ mái đá, hang động cũng có nhiều nét tương đồng nhưng cũng luôn phản ảnh mức độ dị biệt. Đối với khảo cổ hoc hang động, mục tiêu nghiên cứu và hướng tiếp cận nghiên cứu phải được xác định một cách khoa học, cụ thể. Vì sao?
- Thứ nhất, các di tồn khảo cổ học hang động được bảo tồn rất tốt. Chính vì thế, thông tin thu được sẽ rất hữu ích không chỉ với nghiên cứu khảo cổ học còn với các ngành khoa học tự nhiên hay xã hội khác.
- Thứ hai, do sự khác nhau đáng kể về mặt không gian, quá trình thành tạo, bồi tụ mà tốc độ nắng đọng trầm tích trong hang động, mái đá … với các di chỉ ngoài trời cũng rất khác nhau.
- Thứ ba, chính vì có những khác nhau như vậy, nên việc hoạch định chiến lược nghiên cứu đóng vai trò quan trọng với quá trình nghiên cứu, khai quật hang động và mái đá. Khai quật cũng là quá trình xóa bỏ những “Units & Layers” lịch sử. Cho nên, các yêu cẩu về khai quật hang động phải được thực hiện một cách nghiên túc, trình tự.
Cho đến này, nghiên cứu hang động đặc biệt là các hang có di tồn về mặt khảo cổ học-động vật đang là tâm điểm trong nghiên cứu khảo cổ học tiền sử nói chung. Tùy từng điều kiện mà chúng ta có thể vận dụng các phương pháp khác nhau để tiến hành nghiên cứu một di chỉ. Tuy nhiên, mục đích cuối cùng của việc nghiên cứu đó vẫn là giải quyết các câu trả lời: đó là ở đó có cái gì, ai sống ở đó, họ sống như thế nào, họ sống từ khi nào….
Tạm bàn thế thôi, nghĩ rồi bàn tiếp (còn tiếp).
Thanh Sơn!